เว็บไซด์ออนไลน์ที่รวม รถมือสอง รถยนต์ รถยนต์มือสอง รถบ้าน รถมือ2

 

การดูแลรักษาระบบเครื่องปรับอากาศ

            เครื่องปรับอากาศในรถยนต์ได้กลายเป็นของจำเป็นและธรรมดาสำหรับรถยนต์ทั่วไป รถคันไหนไม่ติดแอร์นั่นสิประหลาด ทั้งนี้ เนื่องจากอุณหภูมิทั่วไปของโลกเราเริ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะประเทศในแถบร้อน ลองนึกถึงภาพตัวเองนั่งอยู่ในกล่องเหล็กหลากสีบน ถนนในช่วงกลางวันแสกๆ แดดเปรี้ยงๆ โดยไม่มีเครื่องปรับอากาศดูก็ได้ นรกเราดีๆนี่เองนะ ไหนๆมันก็เป็นของจำเป็นในชีวิตไปเสีย แล้ว ก็ลองมาทำความรู้จักกับแอร์กันหน่อยเป็นไร

 

ส่วนประกอบต่างๆที่รวมกันแล้วทำให้ภายในรถมีความเย็นเกิดขึ้นมาได้นั้น มีชิ้นส่วนใหญ่ๆอยู่ไม่กี่อย่าง ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

 

คอมเพรสเซอร์ (COMPRESSOR)
พวกช่างแอร์ชอบเรียกกันสั้นๆว่า "คอมแอร์" มีหน้าที่อัดน้ำยาฟรีออนให้เดินไปตามระบบทางเดินของมัน คอมแอร์นี้พอจะแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ


1. คอมตั้ง เป็นแบบแรกที่มีเข้ามาใช้ในบ้านเรา ภายในมีลูกสูบอัดอากาศอยู่ 2 สูบ ทำงานชักขึ้นลงเลยเรียกกันว่า "คอมตั้ง" ปัจจุบันไม่ค่อยจะเป็นที่นิยม ใช้กัน เพราะมันมีรูปร่างใหญ่เกะกะ แถมดูโบราณไม่ค่อยเท่เหมือนแบบอื่น


2. คอมนอน ตอนเข้ามาจำหน่ายใหม่ๆมักเรียกกันว่า "คอมโรตารี่" มีลูกสูบเล็กๆ อยู่ 5 ลูก วางในลักษณะนอนเรียงกันเป็นวงกลม ก้านสูบ ยึดกับแผ่น เพลทที่วางเอียง เมื่อแผ่นเพลทหมุน ลูกสูบจึงเลื่อนไปมาทางแนวนอนจนเกิดแรงอัดขึ้น คอมแบบนี้กับแบบคอมตั้ง รูปร่างกะทัดรัด สวยงาม ติดตั้งง่าย เคยมีคนนำมาติดตั้งกับเครื่องยนต์ขนาด 550 ซีซี. โดยใช้เบอร์เล็กที่สุก แล้วนำมาถอดลูกสูบออกทิ้งไป 2 สูบ เพื่อจะได้มีแรงอัดน้อยลง ไม่เกินกำลังเครื่องยนต์


3. คอมโรตารี่ เพิ่งจะเข้ามาสู่ตลาดเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง เป็นระบบโรตารี่อย่างแท้จริง คนยังไม่ค่อยนิยมเพราะความใหม่ และปัญหาเรื่องการซ่อนแซมคงต้อง ใช้เวลานานในการพิสูจน์ตัว

 

แผงคอนเดนเซอร์ (CONDENSER)
รูปร่างดูคล้ายกับรังผึ้งหม้อน้ำ ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับน้ำยาฟรีออน มีหลายขนาดให้เลือกใช้ตามลักษณะขนาดบริเวณที่ติดตั้ง ลองเลงๆดูส่วนมาก จะติดอยู่หน้ารังผึ้งหม้อน้ำ มีรถไม่กี่ยี่ห้อที่ต้องนำไปไว้ใต้ท้องท้ายรถ

 

กรองไดร์เออร์ (DRYER)
รูปร่างเป็นกระบอกกลมยาวสีดำ ส่วนบนมีกระจกไว้มองน้ำยาฟรีออน ซึ่งสามารถบอกอาการของแอร์ได้หลายอย่างทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกและความชื้น ที่ปะปนมากับน้ำยาฟรีออน ปัจจุบัน "แมดอินไทยแลนด์" เช่นกัน คุณภาพใช้งานได้ดีทีเดียว

 

ตู้แอร์ (EVAPORATOR)
มีอยู่ 2 แบบ คือ ตู้ผัง และตู้ห้อย ตู้แบบฝังจะถูกซ่อนไว้ในห้องเครื่อง หรือแถวหลังหน้าปัดรถ ส่วนตู้ห้อยนั้นจะอยู่ใต้หน้าปัด โชว์สัดส่วนให้เห็นอย่าง เด่นชัด ทำหน้าที่กระจายความเย็นออกมา ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์หลายอย่าง


- คอยล์เย็น แต่ก่อนทำด้วยทองแดง

แต่เดี๋ยวนี้มักเป็นอะลูมิเนียมเป็นท่อขดไปมาอยู่ในตู้ ส่วนมากจะมีอยู่ 2 ขนาด ไม่นับพวกออกแบบพิเศษเฉพาะ แบ่งออกเป็นตู้เล็กและตู้ใหญ่


- มอเตอร์พัดลม ทำหน้าที่เป่าลมผ่านคอยล์แผ่กระจายความเย้นออกมา จึงมักติดตั้งไว้หลังคอยล์เย็น อาจอยู่ภายในตัวรถหรือนอกตัวรถก็ได้


- วาล์ว มีลักษณะเป็นกระเปาะ มีรู 2 รู เอาไว้ยึดติดกับคอยล์เย็นและท่อยาง ส่วนมากทำด้วยทองเหลือง และจะมีหางทองแดงยาว ที่หลายหางจะขมวดเป็นวงกลม ยึดติดกับคอยล์เย็นด้วยกริ๊ปล็อก วาล์วตัวนี้ทำหน้าที่ฉีดน้ำยาฟรีออนซึ่งมีทั้งแบบหางเดี่ยวและหางคู่ ยังมีวาล์วอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า แบบกล่อง (BOX) มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม

 

สวิตช์บังคับควบคุม
มีใช้งานอยู่ 2 ตัว คือตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมมอเตอร์พัดลมใช้ปิดเปิดและกำ หนดจังหวะความแรงของลม ส่วนอีกตัวหนึ่งเรียกว่าสวิตช์เทอร์โมสตัท (THERMOSTAT) กำหนดระยะเวลาเปิดวาล์วในการฉีดน้ำยาฟรีออน ซึ่งสวิตช์นี้จะมีท่ออะลูมิเนียมเล็กๆยาวพอสมควร ส่วนปลายปิดตัน ปลายท่อจะเสียบติด ไว้กับครีบของคอยล์เย็น

 

สายทางเดินน้ำยาฟรีออน
ประกอบไปด้วยสายยาง 3 เส้น เรียกว่า สายเล็ก สายกลาง และสายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีท่ออะลูมิเนียมอีก 1 เส้น
การทำงานของแอร์คอนดิชั่น
เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน คุณเปิดสวิตช์พัดลม และสวิตช์เทอร์โมสตัท คลัตช์แอร์ที่อยู่ตรงฟูลเล่ย์เครื่องยนต์ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากสายพานลูกสูบภายใน คอมเพรสเซอร์จะเคลื่อนตัวและเกิแรงอัดดันเอาน้ำยาฟรีออนไปตามสายยาง (สายกลาง) จากคอมเพรสเซอร์ทางท่อหัวที่มีอักษรเขียนไว้ว่า DISCHARGE เข้าสู่ส่วนบนของแผงคอนเดนเซอร์ และไหลลงสู่ส่วนล่างขณะที่ความร้อนของน้ำยาจะเริ่มลดลง จะมีอุณหภูมิเย็นขึ้นแล้วไปไหลออกทางส่วนล่างของแผงคอน เดนเซอร์ตามท่ออะลูมิเนียมไปเข้ากรองไดรเออร์ ซึ่งจะสกัดกั้นความสกปรกและความชื้นของน้ำยาเอาไว้ไหลต่อไปตามท่อยาง (สายเล็ก) ไปสู่คอยล์เย็นในตู้แอร์ โดยผ่านวาล์วซึ่งเป็นตัวกำหนดจำนวนน้ำยาที่ผ่าน
พัดลมจะเป่าลมผ่านคอยล์เย็น ซึ่งมีความเย็นจัดพัดพาเอาความเย็นออกมาตามช่องลมที่มีอยู่ ในขณะเดียวกัน น้ำยาจะดูดเอาความร้อนเข้าไปแล้วไหล ผ่านทางสายยาง (สายใหญ่) มุ่งหน้าเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ทางช่อง SUCTION นี่คือระบบการทำงานคอย่างคร่าวๆของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ที่น่าจะทำ ความรู้จักกันไว
ต่อไปก็จะพบกับขั้นตอนการดูแลรักษาและวิธีใช้ที่จะทำให้แอร์ในรถอยุ่กับเรานานๆ ไม่ดื้อ ไม่เกเร และอีกอย่างหนึ่งหากเสียเล็กๆ น้อยๆ แล้วเราพอจะ ทราบวิธีแก้ไขก็จะทำให้ประหยัดเงินค่าซ่อมลงไปได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องถูกช่างแอร์ "ฟัน" เรื่องเสียเงินน่ะยังไม่ว่า แต่เรื่องเสียรู้นี่ซิ...มันน่าเจ็บใจ

 

การรักษาความสะอาดภายในรถ
บริเวณผ้ายางปูพื้นอย่าปล่อยให้มีฝุ่นสะสมอยู่เพราะพัดลมแอร์จะดูดเข้าไป สะสมอยู่ในตู้แอร์บริเวณหลังคอยล์เย็นเกิดการอุดตันทำให้ลมผ่านไม่สะดวก มีผลให้ลมจากแอร์ไม่แรงเท่าที่ควร ความเย็นของแอร์ลดลง คอยล์เย็นจะมีน้ำแข็งจับบ่อยๆ ต้องเสียเงินเป็นค่าล้างทำความสะอาดตู้แอร์
การซ่อมแซมแอร์ติดรถด้วยตนเอง ดูจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก แต่ติดขัดด้วยเครื่องมือที่ไม่มีใช้กัร เช่น เกจวัดความดันฟรีออน ที่มีรูปร่างเกจวัด 2 อันอยู่คู่กันและมีสายยางเส้นเล็กๆ ติดอยู่ 3 เส้น นี่แหละเครื่องมือหากินของช่างแอร์ เจ้าเครื่องมือชิ้นนี้สามารถวินิจฉัยโรคหรืออาการบกพร่องของแอร์ได้ มากมาย โดยสังเกตจากแรงดันที่วัดได้จากเครื่องมือนี้ ดังนั้นก็ปล่อยให้ช่างแอร์เป็นคนทำแล้วกัน อย่าไปแย่งงานพวกเขาเลย ส่วนตัวเราเองก็มีหน้าที่บำรุง ดูแลและใช้มันอย่างถูกวิธีเพื่อนยืดอายุการใช้งานและการเสียเงินออกไปอย่างที่ว่าไว้เมื่อครู่

           

เกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ควรรู้
เรามาหาความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับแอร์ดีกว่า จะได้ไม่เป็นหมูให้ถูกฟันกันง่ายๆ เช่น เมื่อแอร์ไม่เย็น ก็ลองตรวจเช็กดูด้วยตนเองก่อน เพราะบางทีก็ เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา จะได้ไม่ต้องเสียค่าโง่
เมื่อแอร์ไม่เย็น ขั้นแรกลองเปิดฝากระโปรงรถดูที่คลัตซ์แอร์หรือ คลัตซ์แม่เหล็กว่าทำงานหรือเปล่า ถ้ามันไม่หมุนไปพร้อมกับสายพาน ให้ หาไม้หรือด้ามไขควงลองเคาะที่ด้านหน้าของจานคลัตซ์ ถ้ามันดูดติดดัง "เช้ง" แล้วหมุน แสดงว่าจานคลัตซ์เริ่มเสื่อม ต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่แล้ว
ถ้าเคาะแล้วยังไม่ทำงาน ลองหมุนหรือเลื่อนสวิตซ์ควบคุมการตัด ต่อของคลัตซ์แอร์ (สวิตซ์เทอร์โมสตัท) บางทีเป็นเพราะลืมเปิดก็ได้ ใน กรณีนี้พบบ่อยๆถูกช่างแอร์ฟันมานักต่อนักแล้ว เมื่อเลื่อนหรือหมุนสวิตซ์ แล้วคลัตซ์แอร์ยังไม่ทำงานอีก ลองดุที่คลัตซ์แอร์จะมีสายไฟอยุ่เส้นหนึ่ง ให้ใช้สายไฟต่อไฟจากแบตเตอรี่ขั้วบวก ต่อเข้าสายไฟเส้นนี้ ถ้าคลัตซ์ แอร์ยังไม่ทำงานอีกแสดงว่าคลัตซ์แอร์เสีย แต่ถ้าคลัตซ์แอร์ทำงานแสดง ว่าไม่ฟิวส์ขาดก็เป็นสวิตซ์เทอร์โมสตัทเสีย
เมื่อแอร์ไม่เย็นทั้งๆที่คลัตซ์แอร์ทำงานเป็นปกติ เร่งเครื่องยนต์ให้ ทำงานประมาณ 2,000 รอบ/นาที แล้วดูที่กระจกบนตัวกรองไดรเออร์ 

            ถ้าเห็นมีฟองวิ่งผ่านแสดงว่าน้ำยาขาด แต่ถ้าไม่มีฟองเลยให้ลองเบาเครื่อง แล้วสลับกัน ถ้ายังไม่เห็นฟองอีกแสดงว่าอาจไม่มีน้ำยาเหลืออยู่ในระบบเลย เป็นเพราะเกิดการรั่วไหล ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ถ้าเห็นฟองขณะเบา เครื่อง เพียงเล็กน้อยอาจเป็นไปได้ 2 ประการ คือ
1. น้ำยามากเกินไปสามารถขยายตัวได้ ต้องปล่อยน้ำยาออกทิ้งบ้าง โดยปล่อยทางเกสรตรงหัวคอมที่ช่างเขาเติมน้ำยาแอร์นั่นแหละ
2. อาจเป็นเพราะว่ากรองไดรเออร์ตัน หรือวาล์วลดความดันตัน เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือแก้ไขของช่างแอร์ เรามีหน้าที่เตรียมเงินไปจ่ายเท่านั้น

            ถึงแม้ว่าช่วงหลายๆปีมานี้ ระบบปรับอากาศของรถยนต์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง โดยมีการเปลี่ยนน้ำยาแอร์มาใช้ R134 แทนฟรีออนเป็นการป้อง กันการทำงานชั้นโอโซนในบรรยากาศ อันทำให้มีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นและมีราคาแพงกว่า และการซ่อมแซมแก้ไข (ในตอนนี้) ส่วนใหญ่ยังคงต้องมอบภาระให้เป็น เรื่องของทางศูนย์บริการของบริษัทรถไป แต่พวกรถที่ใช้ระบบฟรีออนแบบเก่าก็ยังมีอยู่เยอะ และถึงจะเป็นระบบน้ำยาแอร์แบบใหม่ก็ยังมีพื้นฐานการใช้และ การบำรุงรักษาอยู่เหมือนกัน
นอกจากระบบแอร์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถปรับได้โดยอัตโนมัติแล้ว พวกแอร์ระบบธรรมดาหรือไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบนั้น จะหาคนที่ใช้ งานมันได้อย่างถูกต้องคงมีไม่มากสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่พบไม่ค่อยเกิดปัญหาขึ้นมานั้น เพราะบ้านเราส่วนใหญ่อากาศจะร้อน ขนาดเปิดแอร์กันเต็มที่ยังไม่ค่อยจะ เย็นซักกี่มากน้อย นอกจากวันอากาศเย็นหรือในการเดินทางไกลๆ จึงจะเป็นเรื่องให้ได้รู้สึกกัน และถึงจะใช้กันไม่ค่อยถูกวิธีนักมันก็ยังไม่อ้อน ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ส่วนใหญ่จะเป็นผลข้างเคียง หรือเกิดขึ้นในระยะยาว เรื่องเหล่านี้จึงไม่มีคนใส่ใจกันเท่าที่ควร

            เริ่มกันตั้งแต่สตาร์ตเครื่องยนต์ ควรปิดสวิตซ์แอร์ไม่ให้ทำงานก่อน เพราะตัวคลัตซ์แอร์และมอเตอร์ของพัดลมในคอยล์เย็นนั้นมันกินไฟเยอะ จะไปยื้อ แบ่งปันไฟที่ส่งไปให้ไดสตาร์ตมาใช้ และคอมเพรสเซอร์แอร์ก็มีกำลังอัดสูง ก็จะเป็นภาระหน่วงเครื่องยนต์เอาไว้ ทำให้ไดสตาร์ตหมุนได้ไม่เต็มที่ แทนที่จะ "ซึ่งเดียวติด" ก็ต้องสตาร์ตกันหลายครั้ง เปลืองไฟและไดสตาร์ตสึกหรอเสียเปล่าๆ ควรจะประพฤติให้เป็นนิสัยกันไปเลย โดยการปิดสวิตซ์แอร์และเครื่องเสียง ในรถทุกครั้ง หลังจากที่ปิดสวิตซ์กุญแจดับเครื่องยนต์ไว้ รอให้เครื่องยนต์สตาร์ตเรียบร้อยแล้วจึงค่อยเปิดกันใหม่ก็ไม่สาย ยิ่งรถยุคนี้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมกันแทบจะทุกระบบ แรงกระชากไฟของไดสตาร์ตอาจเป็นเหตุให้พวกวงจรต่างๆ เกิดการเสียหายหรือเสื่อมเร็วกว่ากำหนดก็เป็นไปได้

 

ที่มา :  นิตยสารตลาดรถ คอลัมน์รักษ์รถ
ฉบับวันที่ 17-23 ธันวาคม 2548